จิตวิทยา
ความสัมพันธ์ระหว่างอารมณ์และความจำ
หลาย ๆ คนคงมีความขุ่นข้องหมองใจ ในเวลาที่เรากำลังเผชิญกับปัญหาที่รุมล้อมเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย “ทำไมเราถึงเกิดมารันทดยิ่งนัก ชีวิตจะไม่เจอเรื่องดี ๆ บ้างหรือไง” คงจะเป็นประโยคยอดฮิตสำหรับใครหลาย ๆ คน ผมจึงขอเสนองานทดลองเกี่ยวกับจิตวิทยาเรื่องหนึ่ง ให้ลองอ่านกันดู Read moreอาการบาดเจ็บทางสมองยอดเยี่ยม อับดับที่ 1
Read moreพูดกับคนๆหนึ่งในเรื่องของเขา แล้วเขาจะฟังคุณนานนับชั่วโมง - Benjamin Disraeli
อาการบาดเจ็บทางสมองยอดเยี่ยม อันดับที่ 2
อันดับ 2 อันนี้เป็นทริปเปิ้ล 3 โรค ซึ่งเกี่ยวข้องกันเอง แล้วก็ต่อเนื่องมาจากโรคในอันดับที่ 3 อีกทีนึง เริ่มกันจาก Capgras Syndrome (โรคแคปกราส์) ตะกี้เราเจอคนที่มีปัญหาจำหน้าใครไม่ได้ในโรคตาบอดหน้ามาแล้วใช่มั้ยครับ ทีนี้โรคแค็พกร้าส์เนี่ย มันจะยิ่งยวนขึ้นมาอีกขั้นนึง คือคนที่เป็นจะจำหน้าคนคุ้นเคยได้ปกติหมดทุกอย่าง แต่จะไม่ยอมรับว่าคนๆ นั้นน่ะเป็นตัวจริง อย่างเช่นเจอเมียตัวเองก็จะบอกว่า ผู้หญิงคนนี้หน้าตาเหมือนเมียตูนะ แต่ไม่ใช่เมีย เป็นตัวปลอมที่แอบแฝงเข้ามา กับพ่อแม่พี่น้องญาติๆ คนอื่นๆ ก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน บางทีไปกระชากคอเสื้อแม่ตัวเองอาละวาด “บอกมาเดี๋ยวนี้นะ แกเอาแม่ตัวจริงชั้นไปซ่อนไว้ไหน!” ทั้งหมดนี้ สาเหตุเกิดจากการที่สมองคนเรา จดจำหน้าคนได้อย่างเดียวไม่พอ มันจะต้องมีลิงก์คอนเน็กชั่นเชื่อมระหว่างใบหน้า กับอารมณ์ความรู้สึกคุ้นเคยที่มีต่อหน้าใบนั้นด้วย หากคอนเน็กชั่นนี้ถูกตัดขาด อย่างเช่นในคนเป็นโรคแคปกราส์ อาการที่จะเกิดก็คือ พอเห็นหน้าปุ๊บ จะยังจดจำหน้าได้อยู่ว่าเอ้อ นี่แม่นะ นี่แฟนนะ แต่ความรู้สึกอบอุ่นไว้ใจเป็นกันเองเหมือนอย่างที่เคยเมื่อก่อน มันจะขาดหายไป มันจะเชื่อมไปไม่ถึง ทำให้รู้สึกแปลกๆ เหมือนจะใช่แต่ว่าก็ไม่ใช่ สุดท้ายสมองต้องพยายามสร้างเรื่องขึ้นมาอธิบายว่า คนเหล่านี้หน้าเหมือนก็จริง แต่จริงๆ แล้วเป็นตัวปลอม Cotard Syndrome (โรคโคทาร์ด) โรคนี้คล้ายๆ กับแคปกราส์ยกกำลัง 3 คือแทนที่ระบบอารมณ์ความรู้สึกจะเกิดดิสคอนเน็กต์จากระบบจดจำใบหน้าคนอื่นเพียงอย่างเดียว คราวนี้มันเล่นดิสคอนเน็กต์จากสัมผัสรับรู้ทั้งหมดไปเลย แม้กระทั่งกับร่างกายของตัวเองก็จะรู้สึกเหมือนกับมันไม่ใช่ คนที่เป็นโรคนี้จะเกิดความเชื่อว่าตัวเองไม่มีตัวตนอยู่บนโลก บ้างบอกว่าเหมือนร่างกายมันกลวง ไม่มีสมองไม่มีหัวใจ โลกทั้งโลกมันไร้ความรู้สึกไร้จิตวิญญาณไปหมด ส่วนมากปักใจเชื่อว่าตัวเองต้องตายไปแล้วแน่ๆ บ้างประสาทหลอนถึงขนาดบอกว่า ได้กลิ่นเนื้อตัวเองกำลังเน่า มีหนอนยุ่บยั่บๆ อยู่ใต้ผิวหนังเต็มไปหมด รายนึงเอาผ้าห่อศพมาคลุมตัวเองแล้วลงไปนอนในโลง เสร็จแล้วก็สั่งให้คนอื่นเอาดินมากลบ แต่พอไม่มีใครทำให้ แกก็ไม่ยอมออกมา นอนอยู่เช่นนั้นเป็นเวลานานหลายอาทิตย์ จนกระทั่งตายไปเลยจริงๆ ในที่สุด Fregoli Syndrome (โรคเฟรโกลี่) อันนี้ก็คล้ายๆ กับแคปกราส์เหมือนกันครับ แต่เป็นในทิศทางที่ตรงข้ามกันไปเลย คือสมองส่วนอารมณ์ความรู้สึกมันเกิดเชื่อมโยงมากไปโดยไม่เลือกหน้า แทนที่จะเห็นคนคุ้นเคยแล้วไม่รู้จัก คราวนี้เลยกลายเป็น เวลาเห็นคนแปลกหน้าหรือใครก็ตามที่เดินอยู่ตามท้องถนน ก็จะรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาไปหมด ชอบจำคนนู้นคนนี้ผิดว่าเป็นคนรู้จัก ไปที่ไหนๆ ก็จะรู้สึกเหมือนกับว่า เจอแต่ไอ้คนๆ เดียวกันนี้เนี่ย คอยปลอมตัวแอบสะกดรอยตามมา เดี๋ยวผ่านมุมนู้นก็โผล่ ลัดเข้าซอกนี้ก็ยังเจอ เจอได้ทุกที่ ตลอดทุกเวลาทุกสถานการณ์ น่ากลัวไปอีกแบบนึง (เช่นสมมติกำลังหนีเมียอยู่ พอเดินไปเจอคุณป้าขายน้ำ ก็จะ “เฮ้ย! นี่มัน เมียกูปลอมตัวมานี่หว่า” พอเดินไปอีกสองสามก้าว หันไปเจอคุณตำรวจ ก็จะ “อ้าวเฮ้ย! นี่ก็เมียกูอีกแล้ว ทำไมมันเปลี่ยนชุดเร็วจัง” อะไรทำนองนี้เป็นต้น)Credit : คุณแทนไท ประเสริฐกุล
อาการบาดเจ็บทางสมองยอดเยี่ยม อันดับที่ 3
อันดับ 3 : Face Blind (โรคตาบอดหน้า)
การมองเป็นเรื่องซับซ้อนนะครับ แต่การ ‘เห็น’ ยิ่งซับซ้อนมากขึ้นไปอีก การที่เรามองอะไรซักอย่าง แล้วกว่าจะ ‘เห็น’ และแยกแยะออกได้ว่ามันคืออะไรนั้น ต้องผ่านขั้นตอนกระบวนการภายในสมองมากมายหลายขั้น หากส่วนประมวลข้อมูลส่วนใดส่วนหนึ่งเจ๊งไป เราก็อาจจะมองเห็นบางอย่าง แต่ไม่เห็นอีกบางอย่าง อันนี้ก็เป็นได้ เอาง่ายๆ ก่อน อย่างเช่น ตาบอดสี คนบางคนสามารถบาดเจ็บที่สมอง แล้วเกิดเป็นตาบอดสีได้ ซึ่งก็คือมองเห็นภาพ แต่ไม่เห็นสี เห็นเป็นขาวดำแทน ประหลาดขึ้นมาอีกนิด บางคนเป็นโรค ตาบอดไหว (Motion Blind) คือไม่สามารถมองเห็นความเคลื่อนไหวได้ เวลามองอะไรก็จะเห็นเป็นภาพนิ่งหมด แต่ภาพนิ่งนี้จะรีเฟรชตัวเองทุกๆ 3 วินาที เหมือนเฟรมหนังที่ความถี่ต่ำมากๆ อย่างเช่นถ้าข้ามถนนอยู่ หันไปวูบแรก อาจจะเห็นเป็นภาพนิ่ง รถสิบล้ออยู่ห่างออกไป 100 เมตร พอรีเฟรชอีกที อ้าวเฮ้ย! มันมาอยู่ตรงหน้าแล้ว! อะไรแบบนี้เป็นต้น ทีนี้มาถึง โรคตาบอดหน้า ซึ่งเป็นหัวข้อหลักของเรา สมองมีส่วนที่อุทิศให้กับการวิเคราะห์แยกแยะจดจำใบหน้าต่างๆ โดยเฉพาะ หากส่วนนี้เกิดบอดขึ้นมา คนที่เป็นก็จะไม่สามารถมองออกว่าหน้าคนแต่ละคนมีความแตกต่างกันยังไง แม้กระทั่งหน้าเพื่อนสนิท หรือหน้าคนในครอบครัว หรือกระทั่งหน้าคนที่มีชื่อเสียง ก็จะไม่สามารถระบุได้เลยว่าใครเป็นใครบ้าง เรียกได้ว่าสำหรับคนที่เป็นโรคนี้ คนทุกคนในโลกล้วนหน้าตาเหมือนกันหมด แม้แต่นักร้องเกาหลีเรนกับเท่งเถิดเทิงก็ยังแยกจากกันไม่ออก เหมือนกับเวลาเราเห็นวัวยืนอยู่ด้วยกันเป็นฝูงแล้วก็รู้สึกว่าเออ ทุกตัวมันก็หน้าเหมือนๆ กันหมด อย่างไรอย่างนั้น คนเหล่านี้เวลาเจอคนรู้จัก ต้องอาศัยฟังเอาจากเสียง หรือไม่ก็ดูจากรูปร่างส่วนสูง ดูจากการแต่งตัว ดูจากสถานที่สถานการณ์เอา ถึงจะสามารถจดจำได้ว่าคนๆ นั้นเป็นใคร ผมเคยฟังรายการวิทยุรายการหนึ่ง ดีเจที่จัดเป็นนักมายากลซึ่งมีชื่อเสียงมากของอเมริกาชื่อ เพ็นน์ จิลเล็ต (Penn Jillette) เจ้าตัวบอกว่าเค้ามีอาการตาบอดหน้าแบบอ่อนๆ มาตั้งแต่กำเนิด (คือไม่ใช่แยกแยะไม่ได้เลย แต่แค่ห่วยกว่าคนธรรมดาทั่วไปเฉยๆ) แล้วก็เล่าวิถีชีวิตให้ฟังว่า เวลาลงจากเครื่องบิน เขาก็ต้องรีบเอาแม็กกาซีนออกมานั่งอ่าน ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้รอให้คนที่มารับนั้นเดินเข้ามาทักเอง เพราะตัวเขาไม่สามารถที่จะจดจำหน้าเดินเข้าไปทักใครก่อนได้.. แล้วมีอยู่คืนนึง หลังจากที่เขาแสดงมายากลเสร็จ มียายแก่ๆ คนหนึ่ง เดินเข้ามาขอลายเซ็นต์ คุณเพ็นน์ก็มองหน้าสบตากับแกแล้วก็ถามว่า “ได้เลยครับ จะให้เซ็นต์ถึงใครดีครับ?” ยายแก่คนนั้นยืนนิ่งอยู่พักนึง จากนั้นก็ถอนหายใจ แล้วตอบด้วยน้ำเสียงเซ็งๆ ว่า “เพ็นน์.. นี่แม่แกเอง”คนตาบอดหน้าคนหนึ่งชื่อคุณเกล็น เป็นหนักถึงขนาดที่ว่า ต้องไว้เคราใส่หมวกเอาไว้ตลอดเวลา ไม่อย่างนั้นจะจำหน้าตัวเองไม่ได้
รายการทีวี พาไปทดสอบคนตาบอดหน้า สนุกมาก
Credit : คุณแทนไท ประเสริฐกุล
อาการบาดเจ็บทางสมองยอดเยี่ยม อันดับที่ 4
อันดับ 4: Foreign Accent Syndrome (โรคสำเนียงต่างประเทศเฉียบพลัน)
อาการนี้จะว่าดีก็ไม่ได้ดี จะว่าร้ายก็ไม่ได้ร้ายซะทีเดียว ออกไปในทางขำๆ งี่เง่าๆ ซะมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น คุณป้าชาวเมืองนิวแคสเซิลคนหนึ่ง แกก็พูดภาษาอังกฤษสำเนียงนิวแคสเซิลของแกมาตลอดชีวิต อยู่มาวันหนึ่งเป็นลมล้มพับเข้าโรงพยาบาลไป ปรากฏว่าพอตื่นขึ้นมาอีกที สำเนียงเปลี่ยนกลายเป็นคนจาไมก้า…
ญาติๆ ตอนแรกๆ ก็เป็นห่วงสงสาร แต่ตอนหลังเริ่มฮาแตก เวลาได้ยินแกพูดทีไรเป็นอดกลั้นหัวเราะไม่ได้ ถ้าเทียบเป็นคนไทย อาจจะเทียบได้กับมาช่าหกล้มหัวฟาด เสร็จแล้วพอตื่นขึ้นมาอีกทีสำเนียงเปลี่ยนกลายเป็นทองแดงแบบคนใต้.. ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ไม่รู้จะยังสามารถร้องเพลงเล่นละครได้อยู่อีกรึเปล่านะครับ
คุณหมออธิบายบอกว่า เคสพวกนี้เกิดจากสมองส่วนเล็กๆ ที่ประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อลิ้น ปาก กล่องเสียงอะไรพวกนี้ เกิดได้รับความเสียหายขึ้นมา ทำให้เวลาพูดไม่สามารถควบคุมการออกเสียงสูงต่ำสั้นยาวได้ตามปกติ สำเนียงที่ออกมาบางทีมันก็เลยบังเอิญไปฟังดูเหมือนสำเนียงต่างประเทศเข้า
ที่เมืองนอกทีวีชอบรายงานข่าวของคนที่เป็นแบบนี้บ่อยๆ มีตั้งแต่คนอเมริกัน ซึ่งอยู่ดีๆ สำเนียงก็เปลี่ยนกลายเป็นเหมือนคนอังกฤษ ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่เคยไปอังกฤษมาก่อน ผู้หญิงอีกคนนึงไม่รู้ภาษาฝรั่งเศสแม้แต่นิด แต่พอสมองกระทบกระเทือน กลับได้สำเนียงฝรั่งเศสติดตัวมา เจ้าตัวดูเหมือนจะไม่ค่อยซีเรียสกับเรื่องที่เกิดขึ้นซักเท่าไหร่ เธอให้สัมภาษณ์บอกว่า “ในโลกเร่า ยั้งมีสิงที่แย้กว่าสำเนี่ยงฟรั่งเซส์อี๊กเหยอะ นี้ดิฉั่นเป็นแค่หนี่ก็ทือว่าโชคร์ดีม้ากแหล่ว” ผู้ชายอีกคนนึง ได้สำเนียงฝรั่งเศสมาเหมือนกัน จากนั้นอุตส่าห์บำบัดรักษาฝึกพูดใหม่จนหายแล้ว ยังมิวายโดนเพื่อนๆ ผู้หญิงทั้งหลายรุมบ่น บอกว่าคิดถึงสำเนียงฝรั่งเศสของเขา เพราะมันฟังดูเซ็กซี่กว่าสำเนียงปกติเยอะ
ทว่า ข้อเสียของโรคนี้ก็อาจจะมีเหมือนกันนะครับ ตรงที่คนไข้จำนวนไม่น้อยต่างก็รู้สึกหงุดหงิด บอกว่าสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง เสียงนี้มันไม่ใช่เสียงของเรา ทำยังไงมันก็ไม่คุ้น บ้างโดนหาว่าแกล้งทำ บ้างเวลาคุยกับแม่ค้าแถวบ้านก็จะชอบถูกถามว่ามาจากแถวนี้จริงรึเปล่า พอบอกไปก็ไม่มีใครยอมเชื่อ บางคนถึงกับกลายเป็นเรื่องโศกนาฏกรรมไปเลยก็มี อย่างเช่นสมัยสงครามโลกมีผู้หญิงชาวนอร์เวย์คนนึงที่เป็นโรคนี้ เสร็จแล้วสำเนียงของเธอดันเปลี่ยนไปเหมือนกับชาวเยอรมัน ซึ่งเป็นประเทศฝ่ายศัตรู ทำให้เธอถูกสังคมรังเกียจ แล้วก็โดนขับไล่ออกจากชุมชนไปในที่สุด
(คลิกที่รูปเพื่อดูวิดิโอ) สัมภาษณ์ป้าอังกฤษ (Newcastle) ที่เป็นลมล้มพับไป แล้วตื่นขึ้นมาสำเนียงกลายเป็นจาไมก้า







0%






