กรกฎาคม 7, 2009 - Posted by admin- 0 Comments
อันดับ 2 อันนี้เป็นทริปเปิ้ล 3 โรค ซึ่งเกี่ยวข้องกันเอง แล้วก็ต่อเนื่องมาจากโรคในอันดับที่ 3 อีกทีนึง เริ่มกันจาก Capgras Syndrome (โรคแคปกราส์) ตะกี้เราเจอคนที่มีปัญหาจำหน้าใครไม่ได้ในโรคตาบอดหน้ามาแล้วใช่มั้ยครับ ทีนี้โรคแค็พกร้าส์เนี่ย มันจะยิ่งยวนขึ้นมาอีกขั้นนึง คือคนที่เป็นจะจำหน้าคนคุ้นเคยได้ปกติหมดทุกอย่าง แต่จะไม่ยอมรับว่าคนๆ นั้นน่ะเป็นตัวจริง อย่างเช่นเจอเมียตัวเองก็จะบอกว่า ผู้หญิงคนนี้หน้าตาเหมือนเมียตูนะ แต่ไม่ใช่เมีย เป็นตัวปลอมที่แอบแฝงเข้ามา กับพ่อแม่พี่น้องญาติๆ คนอื่นๆ ก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน บางทีไปกระชากคอเสื้อแม่ตัวเองอาละวาด “บอกมาเดี๋ยวนี้นะ แกเอาแม่ตัวจริงชั้นไปซ่อนไว้ไหน!”
ทั้งหมดนี้ สาเหตุเกิดจากการที่สมองคนเรา จดจำหน้าคนได้อย่างเดียวไม่พอ มันจะต้องมีลิงก์คอนเน็กชั่นเชื่อมระหว่างใบหน้า กับอารมณ์ความรู้สึกคุ้นเคยที่มีต่อหน้าใบนั้นด้วย หากคอนเน็กชั่นนี้ถูกตัดขาด อย่างเช่นในคนเป็นโรคแคปกราส์ อาการที่จะเกิดก็คือ พอเห็นหน้าปุ๊บ จะยังจดจำหน้าได้อยู่ว่าเอ้อ นี่แม่นะ นี่แฟนนะ แต่ความรู้สึกอบอุ่นไว้ใจเป็นกันเองเหมือนอย่างที่เคยเมื่อก่อน มันจะขาดหายไป มันจะเชื่อมไปไม่ถึง ทำให้รู้สึกแปลกๆ เหมือนจะใช่แต่ว่าก็ไม่ใช่ สุดท้ายสมองต้องพยายามสร้างเรื่องขึ้นมาอธิบายว่า คนเหล่านี้หน้าเหมือนก็จริง แต่จริงๆ แล้วเป็นตัวปลอม
Cotard Syndrome (โรคโคทาร์ด) โรคนี้คล้ายๆ กับแคปกราส์ยกกำลัง 3 คือแทนที่ระบบอารมณ์ความรู้สึกจะเกิดดิสคอนเน็กต์จากระบบจดจำใบหน้าคนอื่นเพียงอย่างเดียว [...]
กรกฎาคม 7, 2009 - Posted by admin- 0 Comments
อันดับ 3 : Face Blind (โรคตาบอดหน้า)
การมองเป็นเรื่องซับซ้อนนะครับ แต่การ ‘เห็น’ ยิ่งซับซ้อนมากขึ้นไปอีก การที่เรามองอะไรซักอย่าง แล้วกว่าจะ ‘เห็น’ และแยกแยะออกได้ว่ามันคืออะไรนั้น ต้องผ่านขั้นตอนกระบวนการภายในสมองมากมายหลายขั้น หากส่วนประมวลข้อมูลส่วนใดส่วนหนึ่งเจ๊งไป เราก็อาจจะมองเห็นบางอย่าง แต่ไม่เห็นอีกบางอย่าง อันนี้ก็เป็นได้
เอาง่ายๆ ก่อน อย่างเช่น ตาบอดสี คนบางคนสามารถบาดเจ็บที่สมอง แล้วเกิดเป็นตาบอดสีได้ ซึ่งก็คือมองเห็นภาพ แต่ไม่เห็นสี เห็นเป็นขาวดำแทน ประหลาดขึ้นมาอีกนิด บางคนเป็นโรค ตาบอดไหว (Motion Blind) คือไม่สามารถมองเห็นความเคลื่อนไหวได้ เวลามองอะไรก็จะเห็นเป็นภาพนิ่งหมด แต่ภาพนิ่งนี้จะรีเฟรชตัวเองทุกๆ 3 วินาที เหมือนเฟรมหนังที่ความถี่ต่ำมากๆ อย่างเช่นถ้าข้ามถนนอยู่ หันไปวูบแรก อาจจะเห็นเป็นภาพนิ่ง รถสิบล้ออยู่ห่างออกไป 100 เมตร พอรีเฟรชอีกที อ้าวเฮ้ย! มันมาอยู่ตรงหน้าแล้ว! อะไรแบบนี้เป็นต้น
ทีนี้มาถึง โรคตาบอดหน้า ซึ่งเป็นหัวข้อหลักของเรา สมองมีส่วนที่อุทิศให้กับการวิเคราะห์แยกแยะจดจำใบหน้าต่างๆ โดยเฉพาะ หากส่วนนี้เกิดบอดขึ้นมา คนที่เป็นก็จะไม่สามารถมองออกว่าหน้าคนแต่ละคนมีความแตกต่างกันยังไง แม้กระทั่งหน้าเพื่อนสนิท หรือหน้าคนในครอบครัว หรือกระทั่งหน้าคนที่มีชื่อเสียง [...]
มิถุนายน 29, 2009 - Posted by admin- 0 Comments
อันดับ 4: Foreign Accent Syndrome (โรคสำเนียงต่างประเทศเฉียบพลัน)
อาการนี้จะว่าดีก็ไม่ได้ดี จะว่าร้ายก็ไม่ได้ร้ายซะทีเดียว ออกไปในทางขำๆ งี่เง่าๆ ซะมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น คุณป้าชาวเมืองนิวแคสเซิลคนหนึ่ง แกก็พูดภาษาอังกฤษสำเนียงนิวแคสเซิลของแกมาตลอดชีวิต อยู่มาวันหนึ่งเป็นลมล้มพับเข้าโรงพยาบาลไป ปรากฏว่าพอตื่นขึ้นมาอีกที สำเนียงเปลี่ยนกลายเป็นคนจาไมก้า…
ญาติๆ ตอนแรกๆ ก็เป็นห่วงสงสาร แต่ตอนหลังเริ่มฮาแตก เวลาได้ยินแกพูดทีไรเป็นอดกลั้นหัวเราะไม่ได้ ถ้าเทียบเป็นคนไทย อาจจะเทียบได้กับมาช่าหกล้มหัวฟาด เสร็จแล้วพอตื่นขึ้นมาอีกทีสำเนียงเปลี่ยนกลายเป็นทองแดงแบบคนใต้.. ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ไม่รู้จะยังสามารถร้องเพลงเล่นละครได้อยู่อีกรึเปล่านะครับ
คุณหมออธิบายบอกว่า เคสพวกนี้เกิดจากสมองส่วนเล็กๆ ที่ประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อลิ้น ปาก กล่องเสียงอะไรพวกนี้ เกิดได้รับความเสียหายขึ้นมา ทำให้เวลาพูดไม่สามารถควบคุมการออกเสียงสูงต่ำสั้นยาวได้ตามปกติ สำเนียงที่ออกมาบางทีมันก็เลยบังเอิญไปฟังดูเหมือนสำเนียงต่างประเทศเข้า
ที่เมืองนอกทีวีชอบรายงานข่าวของคนที่เป็นแบบนี้บ่อยๆ มีตั้งแต่คนอเมริกัน ซึ่งอยู่ดีๆ สำเนียงก็เปลี่ยนกลายเป็นเหมือนคนอังกฤษ ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่เคยไปอังกฤษมาก่อน ผู้หญิงอีกคนนึงไม่รู้ภาษาฝรั่งเศสแม้แต่นิด แต่พอสมองกระทบกระเทือน กลับได้สำเนียงฝรั่งเศสติดตัวมา เจ้าตัวดูเหมือนจะไม่ค่อยซีเรียสกับเรื่องที่เกิดขึ้นซักเท่าไหร่ เธอให้สัมภาษณ์บอกว่า “ในโลกเร่า ยั้งมีสิงที่แย้กว่าสำเนี่ยงฟรั่งเซส์อี๊กเหยอะ นี้ดิฉั่นเป็นแค่หนี่ก็ทือว่าโชคร์ดีม้ากแหล่ว” ผู้ชายอีกคนนึง ได้สำเนียงฝรั่งเศสมาเหมือนกัน จากนั้นอุตส่าห์บำบัดรักษาฝึกพูดใหม่จนหายแล้ว ยังมิวายโดนเพื่อนๆ ผู้หญิงทั้งหลายรุมบ่น บอกว่าคิดถึงสำเนียงฝรั่งเศสของเขา เพราะมันฟังดูเซ็กซี่กว่าสำเนียงปกติเยอะ [...]
มิถุนายน 29, 2009 - Posted by admin- 0 Comments
อันดับ 5: อันนี้ไม่ใช่โรคนะครับ แต่เป็นปรากฏการณ์ใหม่ล่าสุด
ก่อนหน้านี้เรามักจะคิดกันว่า อาการบาดเจ็บทางสมองจะต้องนำมาแต่เรื่องร้ายๆ เท่านั้น แต่ปรากฏว่าเมื่อต้นปี 2007 ที่ผ่านมานี้เอง ทีมวิจัยของด็อกเตอร์เบคชาร่า (Antoine Bechara) ที่มหาวิทยาลัย Southern California เพิ่งจะค้นพบเป็นครั้งแรกว่า การที่สมองได้รับความกระทบกระเทือน บางทีก็สามารถก่อให้เกิดผลดีได้เหมือนกัน
กลุ่มผู้ป่วยที่ด็อกเตอร์เค้าศึกษา เดิมล้วนเป็นคนที่สูบบุหรี่มาก่อนทั้งสิ้น ทว่าพอหลังจากเกิดเรื่องขึ้นกับสมอง ผลปรากฏว่ามีจำนวนไม่น้อยเลยที่สามารถเลิกบุหรี่ได้เองอย่างฉับพลันโดยอัตโนมัติ เลิกแล้วเลิกเลยเป็นปลิดทิ้ง ราวกับเป็นปาฏิหารย์ก็ว่าได้
ในบรรดาคนไข้เหล่านี้ มีชายวัยกลางคนอยู่ผู้หนึ่ง แกสูบบุหรี่มาตั้งแต่อายุ 14 และช่วงก่อนที่จะผ่าตัด แกก็สูบจัดมากถึงวันละประมาณ 40 มวน แถมยังเป็นแบบไม่มีก้นกรองซะด้วย ทีนี้พอเข้ารับการผ่าตัดสมองปุ๊บ ฟื้นมาวันรุ่งขึ้น ปรากฏว่าตั้งแต่นั้นมาแกก็ไม่เคยแตะบุหรี่อีกเลย เรียกได้ว่าเลิกได้แบบถาวรภายในวันเดียวโดยแทบจะไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆ ทั้งสิ้น
ลุงแกให้สัมภาษณ์ว่า จริงๆ แล้วแกไม่ได้ตั้งใจจะเลิกด้วยซ้ำ เพียงแต่อยู่ๆ ร่างกายมันก็เหมือนกับ ลืมไปเอง… ว่าไอ้ความรู้สึกอยากยานี่มันเป็นยังไง เรื่องราวของคนไข้อื่นๆ อีก 10 กว่าคนก็เป็นทำนองเดียวกันนี้เหมือนกัน และด็อกเตอร์เบคชาร่าก็ตรวจพบว่า ทุกคนล้วนได้รับความเสียหายที่บริเวณสมองส่วนเดียวกันหมด นั่นก็คือ ส่วนที่มีชื่อว่า Insula ซึ่งตั้งอยู่ลึกลงไปนิดหน่อยตรงตำแหน่งขมับเหนือหูขึ้นมานิดนึง [...]
มิถุนายน 25, 2009 - Posted by admin- 1 Comment
อันดับ 6: Kluver-Bucy Syndrome (โรคไม่เรื่องมาก)
ดูเหมือนว่า สมองคนเราจะมีอยู่ส่วนนึง ซึ่งทำหน้าที่คอยแยกแยะว่าอะไรกินได้กินไม่ได้ ผู้ป่วยจำนวนมากที่สมองส่วนนี้ได้รับความเสียหาย จะเกิดอาการ ‘กินดะ’ คือจะยัดทุกอย่างที่ขวางหน้าเข้าปาก ตั้งแต่กระดาษทิชชู่ ไปจนกระทั่งถึงขี้ตัวเอง ป้าคนนึงซดน้ำยาขัดรองเท้าจนหมดขวด ลุงอีกคนนึงชอบกินดินจากกระถางต้นไม้ บางคนตะลุยกินทุกอย่างจนอ้วนเอาๆ น้ำหนักขึ้น 20 กิโลในช่วงเวลาอันสั้น ญาติถึงกับต้องเอาโซ่มาล่ามตู้เย็น แล้วก็ซื้อหมากฝรั่งเป็นโหลๆ มาให้เคี้ยวกันปากว่าง
นี่แค่กินดะอิจิอย่างเดียวก็น่าจะยวนพอเพียงอยู่แล้ว แต่ปรากฏว่าโรคเดียวกันนี้ ยังทำให้คนเราเลิกแยกแยะทางเพศ และเกิดอาการ ‘เอาดะ’ อีกด้วย คนไข้มักจะแก้ผ้าแก้ผ่อน ไล่ลวนลามคนแปลกหน้าโดยไม่เกี่ยงเพศ ทั้งหมอทั้งพยาบาลชายและหญิงต่างก็ต้องคอยระวัง บางคนอาจแยกแยะไม่ออกถึงขนาดพยายามมีอะไรกับวัตถุที่ไม่มีชีวิต อย่างเช่นโต๊ะหรือเครื่องถ่ายเอกสาร
แม้แต่เด็กชายวัย 3 ขวบซึ่งยังไม่น่าจะรู้อิโหน่อิเหน่อะไรทั้งสิ้น พอเป็นโรคนี้ปุ๊บ ก็จะมีอาการคือ ชอบนั่งบี้ช้างน้อยของตัวเองเล่นตลอดทั้งวันไม่ยอมหยุด… แลช่างน่าอดสู และน่าเอ็นดูเป็นอย่างยิ่ง
Credit : คุณแทนไท ประเสริฐกุล
มิถุนายน 21, 2009 - Posted by admin- 3 Comments
อันดับ 7: Category Specific Agnosia (โรคความรู้หายเป็นเรื่องๆ )
ฟังชื่อเหมือนโรคที่นักเรียนทุกคนเป็นหลังสอบเสร็จนะครับ แต่ในความเป็นจริงแล้ว นี่เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายความจำในสมอง ซึ่งดูเหมือนจะแบ่งเก็บความรู้ไว้เป็นลิ้นชักๆ ตามคอนเซ็ปต์ของแต่ละเรื่อง เวลาหายก็หายได้เป็นเรื่องๆ เหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่นความเข้าใจเรื่องเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ อาจจะแยกเก็บเอาไว้ที่นึง คนที่สมองบาดเจ็บได้รับผลกระทบเฉพาะตรงส่วนนี้ พอตื่นมา ทุกอย่างก็อาจจะปกติหมด ยกเว้นไม่สามารถแยกแยะได้ ว่าค้อนกับเลื่อยนี่มันเอาไปใช้งานต่างกันยังไง ในทำนองเดียวกัน ความรู้เกี่ยวกับสัตว์ต่างๆ ว่าชื่ออะไรบ้าง หน้าตายังไงบ้าง ก็อาจจะเก็บเอาไว้อีกลิ้นชักนึง คนที่ได้รับบาดเจ็บตรงส่วนนี้อาจจะยังแยกช้อนกับส้อม ค้อนกับเลื่อยได้ตามปกติ แต่พอถามเรื่องสัตว์ อาจจะเกิดอาการเหมือนกับลืมไป “เอ๊ะ ม้ากับหมูนี่มันต่างกันยังไงนะ?” อยู่ดีๆ ก็เกิดแยกไม่ออก เรียกไม่ถูกขึ้นมา
ภาพที่เห็นด้านล่างซ้ายนี่คือ คุณหมอทดลองให้คนไข้ประเภทนี้วาดรูปเป็ดตามแบบที่ให้ดู ก็ปรากฏว่าวาดได้สวยเหมือนเป็ดดี โอเค คราวนี้เอาใหม่ ให้ดูแบบให้เรียบร้อยก่อน จากนั้นเอาแบบออกไป แล้วรอ 10 วินาที ค่อยให้วาดจากความจำ ก็ปรากฏว่าจะได้ออกมาเป็นแบบรูปตรงกลาง ซึ่งก็โอเค มีแท่งๆ ดำๆ ขยุกขยุยงอกออกมาจากตูดเป็ดนิดหน่อย แต่ก็ยังดูเป็นเป็ดอยู่ คราวนี้มาถึงรอบสุดท้าย เอาแบบออกเสร็จแล้วให้รอถึง 1 นาทีเต็มค่อยให้วาด ก็ปรากฏว่าคนไข้วาดออกมาเป็นเป็ด [...]
มิถุนายน 20, 2009 - Posted by admin- 1 Comment
อันดับ 8: Hemi-Neglect (โรคเมินซ้าย / เมินขวา)
โรคนี้ยังคงเกี่ยวกับเรื่องซ้ายๆ ขวาๆ อยู่เหมือนเดิมนะครับ คนที่เป็นจะมีอาการประหลาดมากๆ คือ จะเลิกให้ความสนใจกับโลกซีกใดซีกหนึ่งของตัวเองไปเลยโดยสิ้นเชิง โดยส่วนใหญ่ซีกที่ถูกเมินมักจะเป็นซีกซ้าย คนไข้จะมีพฤติกรรมราวกับว่าสิ่งใดๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นหรือตั้งอยู่ทางด้านซ้ายของตัวเองไม่มีตัวตน ไม่อยู่ในสายตา ไม่มีความสำคัญใดๆ ทั้งสิ้น เวลาแต่งตัวใส่เสื้อใส่กางเกง ก็ใส่แค่ข้างเดียว คือข้างขวา โกนหนวดก็โกนแค่ครึ่งเดียว ถ้าเป็นผู้หญิงก็ทาหน้าทาปากแค่ครึ่งเดียว เวลากินข้าวก็กินแค่ครึ่งนึงของจาน ครึ่งซ้ายไม่ยอมกิน เสร็จแล้วตอนหลังก็มักจะมาบ่นว่าไม่อิ่ม (สมมุติกินข้าวหมกไก่ แล้วน่องไก่มันดันไปอยู่ฝั่งซ้าย เขาก็จะกินแต่ข้าว.. ต้องช่วยหมุนจานให้ไก่มาอยู่ทางขวาก่อนถึงจะตระหนักว่า “โอ๊ะ! นี่มันไก่นี่หว่า กินดีกว่า”) เวลาเขียนหนังสือก็จะเว้นที่ไว้ครึ่งหน้า ไม่ยอมเขียนด้านซ้ายของกระดาษ เวลาบอกให้วาดรูปก็เหมือนกัน ไม่ว่าจะวาดบ้าน วาดนาฬิกา หรืออะไร ก็จะออกมาแค่ครึ่งเดียวหมด (ดูรูปประกอบ)
คนไข้พวกนี้ โดยมากจะขยับควบคุมแขนขาทั้ง 2 ข้างได้ตามปกติ จะมีก็แต่ความรับรู้เท่านั้นที่เสียสมดุลเอียงไปข้างนึง ส่วนใหญ่เกิดจากการที่สมองซีกขวาส่วนค่อนไปทางท้ายทอยหน่อยได้รับความกระทบกระเทือน สมองส่วนนี้ปกติทำหน้าที่ในการกำหนดเพ่งความสนใจไปยังสิ่งต่างๆ รอบตัว เมื่อเกิดเจ๊งขึ้นมา คนไข้จะยังสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ทางซ้ายได้ตามปกติ ไม่ได้เบลอ ไม่ได้บิดเบี้ยวใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่ไม่สามารถให้ความสนใจกับมันได้เท่านั้นเอง
[...]
มิถุนายน 19, 2009 - Posted by admin- 2 Comments
อันดับ 9: Split Brain (โรคสมองแยก)
หลายคนอาจจะเคยได้ยินนะครับ สมองแต่ละซีกของคนเรามีบุคลิคและความสามารถที่แตกต่างกัน ในคนส่วนใหญ่ ซีกซ้ายจะเป็นที่อยู่ของวงจรเกี่ยวกับเรื่องการใช้ภาษา การคิดเลข การใช้เหตุผล และเป็นซีกที่ทำหน้าที่จดจำคำศัพท์ที่ใช้เรียกชื่อสิ่งของต่างๆ ส่วนซีกขวาจะโง่เรื่องเหล่านี้ แต่จะเก่งเรื่องความคิดสร้างสรรค์ เรื่องศิลปะ เรื่องอารมณ์ แล้วก็เรื่องการคิดในลักษณะที่ไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้
ในคนปกติสมองทั้งสองซีกจะทำงานสัมพันธ์ร่วมกันอยู่ตลอดเวลา ทำให้เรารู้สึกเหมือนเป็นคนคนเดียว แต่ในคนไข้ Split Brain สะพานประสาทซึ่งคอยเชื่อมโยงข้อมูล ติดต่อสื่อสารระหว่างสมองทั้งสองซีก จะถูกทำลายขาดไป ทำให้เกิดผลก็คือ สมองทั้ง 2 ซีกไม่สามารถคุยกันได้ คนไข้คนนั้นจะเกิดอาการคล้ายๆ 2 คนในร่างเดียว คือร่างกายซีกซ้ายกับซีกขวาจะรับรู้และตอบสนองไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น เวลาถือของในมือซ้าย (ซึ่งส่งสัญญาณไปสมองซีกขวา) คนไข้จะไม่สามารถบอกได้เลยว่าของที่ถืออยู่คืออะไร เพราะสมองซีกขวามันไม่รู้ศัพท์ แล้วมันก็ไม่สามารถส่งสัญญาณไปปรึกษากับซีกซ้ายได้เหมือนอย่างในคนปกติ
ในทำนองเดียวกัน หากเรานำคนไข้ Split Brain มานั่งจ้องตรงกลางจอคอมฯ เสร็จแล้วฉายภาพตะหลิวให้เขาดู ถ้าภาพปรากฏขึ้นทางด้านขวาของจอ (เข้าสู่สมองซีกซ้าย) เขาก็จะสามารถบอกได้ตามปกติว่ามันคือตะหลิว ทีนี้พอสลับกัน หากเราฉายภาพขึ้นข้างซ้ายบ้าง (เข้าสู่สมองซีกขวา) คนไข้จะได้แต่นั่งนิ่งใบ้ แล้วก็บอกว่า “ไม่เห็นจะมีรูปอะไรเลย” ราวกับว่าสายตาของเขาไม่ได้มองเห็นสิ่งใด
แต่ทีนี้ถ้าหากเราทดลองต่อไป โดยการเอาลังมาใบหนึ่ง ในนั้นมีของมากมายหลายอย่างรวมทั้งตะหลิวอยู่ด้วย แล้วบอกให้คนไข้ใช้มือซ้าย [...]
มิถุนายน 19, 2009 - Posted by admin- 1 Comment
อันดับที่ 10 Alien Hand Syndrome (โรคมือสมัครเล่น)
ใครที่เคยดูหนังเรื่อง Idle Hands (ผีขยัน มือขยี้) หรืออ่านการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่อง ปรสิต คงพอนึกภาพออกนะครับว่า ถ้ามือของเรามันเกิดมีชีวิตจิตใจ มีความคิดเป็นของตัวเองขึ้นมา มันจะเป็นยังไง
ใน 2 เรื่องที่ผมยกตัวอย่างนั่น พระเอกโดนมือผีเข้าสิง กับโดนปรสิตต่างดาวเข้ามาฟักตัวในแขน ตามลำดับ ปรากฏว่าในความเป็นจริง อาการดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้จริงๆ ในคนที่ได้รับบาดเจ็บทางสมอง ที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าโรคนี้จะมีได้หลายสาเหตุ แต่หนึ่งในสาเหตุหลักมาจากการที่สมองส่วนหน้าของคนเรามีวงจรซึ่งคอยทำหน้าที่ควบคุมความประพฤติของมืออยู่ ทีนี้พอสมองส่วนนี้เกิดเจ๊งขึ้นมา มันก็จะไม่มีอะไรคอยยับยั้งความซน มือมันจะตอบสนองตามสิ่งเร้าภายนอกไปเรื่อยโดยอัตโนมัติ
คนไข้ที่เป็นโรคนี้ มือข้างใดข้างหนึ่งจะคอยเอื้อมไปจับนู่นจับนี่อยู่ตลอดเวลาโดยที่เจ้าตัวไม่ได้สั่ง กระทั่งบางครั้งไม่รู้ตัวเองด้วยซ้ำ กำลังคุยกับคนทางขวาอยู่ หันไปดูอีกที อ้าว มือซ้ายมันกำลังเล่นเหนียงคุณป้าที่นั่งอยู่ข้างๆ (ตัวอย่างนี้ผมมั่วขึ้นมา แต่ต่อไปเป็นเรื่องจริง) บางทีกำลังกินข้าวอยู่ มือมันก็เอื้อมไปหยิบก้างปลาในจานคนอื่นมายัดใส่ปาก นั่งๆ อยู่ มันก็จะแอบปลดกระดุมเสื้อบ้าง ชูขึ้นมาจิ้มตาจิ้มปากบ้าง หนักๆ เข้าอาจจะลามปามถึงขั้นบีบคอตัวเอง เจ้าของมือต้องคอยสู้รบปรบมือกับมือของตัวเองตลอดเวลา บางทีต้องเอาอีกมือนึงมาคอยจับกดเอาไว้ให้มันอยู่กับที่ เสร็จแล้วตบตีสั่งสอน ‘เพี้ยะๆ! นี่แน่ะๆ เจ้ามือดื้อ! [...]
มิถุนายน 18, 2009 - Posted by admin- 0 Comments
เหยียบสบู่หกล้ม หัวฟาด เป็นไข้ ติดเชื้อ เนื้องอก รถชน เสพดมสารพิษ
เป็นลม จมน้ำ เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ เส้นเลือดในสมองแตก โดนโรแบร์โต คาร์ลอสเตะบอลอัดหน้าผาก
เหล่านี้ คือสาเหตุทั่วไปที่อาจนำมาซึ่งอาการบาดเจ็บของอวัยวะที่สำคัญที่สุดในร่างกาย
เจ้าก้อนเนื้อติดมันที่อยู่ใต้รังแคของพวกเราลงไปเพียงแค่ไม่กี่เซ็นต์