“Whatever you can do or dream, begin it.” – Johann Wolfgang van Goethe
อะไรก็ตามที่คุณสามารถทำหรือฝันถึงได้ จงเริ่มทำมันซะ – โยฮัน วูลฟ์กัง
ต่อไปนี้เป็นเรื่องจริงที่เกี่ยวกับความฝัน มาเริ่มฝันกันเลยครับ!!
สำหรับคนที่ตาบอดหลังจากได้ลืมตาดูโลกมาพักหนึ่ง จะสามารถฝันโดยเห็นภาพได้ ส่วนคนที่ตาบอดโดยกำเนิดนั้นจะไม่สามารถฝันเห็นภาพได้ครับ แต่สามารถฝันถึง เสียง สัมผัส และ รสชาติได้
9. คุณลืมความฝันไปถึง 90%
5 นาทีหลังจากตื่น คุณจะลืมความฝันไปครึ่งหนึ่ง และเมื่อผ่านไป 10 นาทีเท่านั้น คุณจะลืมไปเลยถึง 90% กวีชื่อดังคนหนึ่งชื่อ Samuel Taylor Coleridge ได้ฝันถึงเรื่องราวอันมหัศจรรย์ พอตื่นนอนจึงรีบเขียนเป็นบทกวีไว้ ผ่านไป 54 บรรทัดเท่านั้น เขาก็ถูกขัดจังหวะโดยชายที่เขาเรียกว่า Person from perlock จากนั้นบทกวีก็เลยเขียนไม่เสร็จ บทกวีนี้กลายเป็นบทที่โด่งดังที่สุดบทหนึ่ง ชื่อว่า Kubla Khan
8. ทุกๆคน ฝัน!!
ทุกๆคนในโลกมีความฝันครับ แต่ฝันของชายและหญิงจะไม่เหมือนกัน และมีปฏิกิริยาต่างกันด้วย เขาบอกมาด้วยว่า ผู้ชายจะฝันถึงผู้ชายด้วยกันเองมากกว่า (ไม่ยักกะเคย – -*) ส่วนผู้หญิงจะฝันถึงทั้งหญิงและชาย (ผมว่าสลับกัน 55+) และทั้งชายและหญิงต่างมีปฏิกิริยาทางเพศต่อความฝันอีกด้วย ซึ่งผู้ชายอาจเกิดอาการฝันเปียก ส่วนผู้หญิงจะมีเลือดไปหล่อเลี้ยงอวัยวะเพศเพิ่มขึ้น
7. ความฝันป้องกันการเป็นโรคจิต!!
มีการศึกษาโดยการปลุกนักศึกษาที่กำลังจะฝัน แต่ก็ให้นอนต่อครบ 8 ชั่วโมง หลังจากทำการทดลองเพียง 3 วัน พบว่าจะบั่นทอนการตั้งสมาธิ หงุดหงิดง่าย และมีอาการทางประสาท แต่พอให้นอนหลับและเข้าสู่ช่วง”ฝัน”(REM) นักเรียนก็ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในการทดสอบ
6. เราฝันถึงแต่สิ่งที่เรารู้จัก
บ่อยครั้งที่ฝันของเราเต็มไปด้วยคนที่เราไม่รู้จัก แต่เชื่อหรือไม่ว่า สมองของเราไม่ได้สร้างใบหน้าเหล่านั้นขึ้นเลย!! แต่สมองของเราดึงภาพจากคนที่เราเคยพบเจอหรือว่ารู้จัก เพียงแต่เราจำไม่ได้ ไอ้คนที่ถีบคุณตกหน้าผาในความฝันเมื่อคืน อาจจะเป็นเด็กปั๊มที่เติมน้ำมันให้รถคุณพ่อของคุณตอนคุณยังเด็กก็ได้ เราเคยเห็นหน้าคนมาเป็นแสนคนตลอดช่วงชีวิต ทำให้สมองของเรามีภาพเหลือเฟือที่จะดึงออกมาใช้
5. ไม่ใช่ทุกคนที่จะฝันเป็นสี
คนทั้งหมด 12 % บนโลกจะฝันเป็นภาพขาว-ดำ ล้วนๆ ส่วนที่เหลือจะฝันเป็นสีเต็มทุกสี และยังเป็นปริศนาอยู่ว่าอะไรก็ตามที่เป็นความฝันที่รุนแรง(ฝันร้าย) ทั้งหลายจะกระทบกระเทือนความรู้สึกของคนที่ฝันเป็นสี มากกว่าคนที่ฝันเป็นภาพขาว-ดำ
4. สิ่งที่เราฝันถึงไม่ได้หมายถึงสิ่งนั้นเสมอไป
ความฝันนั้นใช้ภาษาสัญลักษณ์เชิงลึก และสมองก็เลือกสัญลักษณ์ที่จะแทนสิ่งต่างๆด้วยตัวมันเอง ยกตัวอย่างเช่น
เราอาจจะฝันถึงการทำงานของเครื่องยนต์ แล้วก็ไปฝันถึงมดงานที่ทำงานไม่มีวันหยุดเหมือนเครื่องยนต์ก็ได้
ซึ่งบางทีมันอาจไม่เกี่ยวเลยว่าเราตีความอย่างไร แต่ว่าสมองของเราคิดเอาเอง
3.คนที่เลิกสูบบุหรี่นั้นจะมีความฝันที่มีชีวิตชีวา

คนที่สูบบุหรี่มาเป็นเวลานานแล้วในที่สุดก็เลิกได้หลายรายมากรายงานว่ามีความฝันดีเจิดจ้ามีชีวิตชีวามากกว่าที่เขาเคยเจอมาในชีวิตจริง มีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ลงนิตยสารเปิดเผยว่า “นักสูบบุหรี่ 293 ราย ที่พยายามเลิกบุหรี่ 33% ระบุว่าเคยฝันถึงการสูบบุหรี่อย่างน้อยหนึ่งครั้ง ในความฝันตนจะสูบบุหรี่และรู้สึกย่ำแย่อย่างแรงคล้ายๆกับการตื่นตระหนก หรือสำนึกผิด การฝันถึงการสูบบุหรี่เป็นผลจากการพยายามถอนตัวจากการสูบบุหรี่ 97%ไม่เคยมีความฝันอย่างนี้ขณะที่ยังไม่เลิกบุหรี่ พวกเขาบอกว่ามันเป็นความฝันที่เจิดจ้ากว่าความฝันทั่วๆไปที่เขาเคยฝัน
2. แรงจูงใจภายนอกบุกเข้ามาในความฝัน!!
มันเรียกว่า Dream Incorporation และมันเป็นสิ่งที่เราเกือบทุกคนเคยพบเจอ เช่นบางทีเรากำลังนอนฝันอยู่และมีเสียงบางอย่างเกิดขึ้นรอบๆเรา แล้วเสียงนั้นก็เข้ามามีผลในความฝันเราด้วย อีกตัวอย่างหนึ่งที่ใกล้เคียงกัน คือสมมติคุณร่างกายคุณดันกระหายน้ำตอนกลางคืนแต่ยังนอนฝันอยู่ ร่างกายก็จะนำอาการกระหายน้ำนั้นไปรวมในความฝันของคุณ คุณอาจจะกระหายน้ำ แล้วก็ดื่มน้ำ แล้วก็กระหายใหม่ แล้วก็ดื่มใหม่ เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆจนคุณตื่น แล้วก็กินน้ำจริงๆ
ภาพข้างบนชื่อ Dream Caused by the Flight of a Bee Around a Pomegranate a Second Before Awakening ของ Salvador Dali ได้เขียนในConcept ของความฝันแบบนี้
1. ร่างกายของคุณเป็นอัมพาตขณะที่คุณกำลังฝัน!!
เชื่อหรือไม่!! ร่างกายของคุณแสดงอาการเป็นอัมพาตขณะกำลังฝันอยู่ เหมือนกับว่าป้องกันการเคลื่อนไหวร่างกายไปตามความฝัน ใน Wikipedia article on dreaming บอกว่า ร่างกายของเราส่งกระแสประสาทไปทำให้ร่างกายทั้งหมดพักผ่อนและต่อมาทำให้อัมพาตชั่วขณะ
Source : listverse.com
zSty!e~
No related posts.
Facebook comments:
-
ศึกษาต่อ
-
parir










