Username:

Password:

Fargot Password? / Help

Tag: ระบบประสาท

9

คุณคิดว่า โลกนี้ มีจริงรึเปล่า?

"ชีวิตไม่ใช่การค้นหาตัวตน แต่เป็นการสร้างสรรค์มันขึ้นมา"

Read more

0.0/50votes
Voting statistics:
RatePercentageVotes
50%0
40%0
30%0
20%0
10%0
4

อาการบาดเจ็บทางสมองยอดเยี่ยม อับดับที่ 1

พูดกับคนๆหนึ่งในเรื่องของเขา แล้วเขาจะฟังคุณนานนับชั่วโมง - Benjamin Disraeli

Read more
5.0/51vote
Voting statistics:
RatePercentageVotes
5100%1
40%0
30%0
20%0
10%0
4

Stephen Wiltshire เอาอีกแล้ว คราวนี้วาดรูปแมนฮัตตันจากความทรงจำ!!

เราไม่สามารถสอนอะไรผู้คนได้ เพียงสิ่งเดียวที่เราทำได้คือช่วยให้เขาค้นพบตนเอง - Galileo Galilei

Read more

0.0/50votes
Voting statistics:
RatePercentageVotes
50%0
40%0
30%0
20%0
10%0
0

อาการบาดเจ็บทางสมองยอดเยี่ยม อันดับที่ 2

อันดับ 2 อันนี้เป็นทริปเปิ้ล 3 โรค ซึ่งเกี่ยวข้องกันเอง แล้วก็ต่อเนื่องมาจากโรคในอันดับที่ 3 อีกทีนึง เริ่มกันจาก Capgras Syndrome (โรคแคปกราส์) ตะกี้เราเจอคนที่มีปัญหาจำหน้าใครไม่ได้ในโรคตาบอดหน้ามาแล้วใช่มั้ยครับ ทีนี้โรคแค็พกร้าส์เนี่ย มันจะยิ่งยวนขึ้นมาอีกขั้นนึง คือคนที่เป็นจะจำหน้าคนคุ้นเคยได้ปกติหมดทุกอย่าง แต่จะไม่ยอมรับว่าคนๆ นั้นน่ะเป็นตัวจริง อย่างเช่นเจอเมียตัวเองก็จะบอกว่า ผู้หญิงคนนี้หน้าตาเหมือนเมียตูนะ แต่ไม่ใช่เมีย เป็นตัวปลอมที่แอบแฝงเข้ามา กับพ่อแม่พี่น้องญาติๆ คนอื่นๆ ก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน บางทีไปกระชากคอเสื้อแม่ตัวเองอาละวาด “บอกมาเดี๋ยวนี้นะ แกเอาแม่ตัวจริงชั้นไปซ่อนไว้ไหน!” ทั้งหมดนี้ สาเหตุเกิดจากการที่สมองคนเรา จดจำหน้าคนได้อย่างเดียวไม่พอ มันจะต้องมีลิงก์คอนเน็กชั่นเชื่อมระหว่างใบหน้า กับอารมณ์ความรู้สึกคุ้นเคยที่มีต่อหน้าใบนั้นด้วย หากคอนเน็กชั่นนี้ถูกตัดขาด อย่างเช่นในคนเป็นโรคแคปกราส์ อาการที่จะเกิดก็คือ พอเห็นหน้าปุ๊บ จะยังจดจำหน้าได้อยู่ว่าเอ้อ นี่แม่นะ นี่แฟนนะ แต่ความรู้สึกอบอุ่นไว้ใจเป็นกันเองเหมือนอย่างที่เคยเมื่อก่อน มันจะขาดหายไป มันจะเชื่อมไปไม่ถึง ทำให้รู้สึกแปลกๆ เหมือนจะใช่แต่ว่าก็ไม่ใช่ สุดท้ายสมองต้องพยายามสร้างเรื่องขึ้นมาอธิบายว่า คนเหล่านี้หน้าเหมือนก็จริง แต่จริงๆ แล้วเป็นตัวปลอม Cotard Syndrome (โรคโคทาร์ด) โรคนี้คล้ายๆ กับแคปกราส์ยกกำลัง 3 คือแทนที่ระบบอารมณ์ความรู้สึกจะเกิดดิสคอนเน็กต์จากระบบจดจำใบหน้าคนอื่นเพียงอย่างเดียว คราวนี้มันเล่นดิสคอนเน็กต์จากสัมผัสรับรู้ทั้งหมดไปเลย แม้กระทั่งกับร่างกายของตัวเองก็จะรู้สึกเหมือนกับมันไม่ใช่ คนที่เป็นโรคนี้จะเกิดความเชื่อว่าตัวเองไม่มีตัวตนอยู่บนโลก บ้างบอกว่าเหมือนร่างกายมันกลวง ไม่มีสมองไม่มีหัวใจ โลกทั้งโลกมันไร้ความรู้สึกไร้จิตวิญญาณไปหมด ส่วนมากปักใจเชื่อว่าตัวเองต้องตายไปแล้วแน่ๆ บ้างประสาทหลอนถึงขนาดบอกว่า ได้กลิ่นเนื้อตัวเองกำลังเน่า มีหนอนยุ่บยั่บๆ อยู่ใต้ผิวหนังเต็มไปหมด รายนึงเอาผ้าห่อศพมาคลุมตัวเองแล้วลงไปนอนในโลง เสร็จแล้วก็สั่งให้คนอื่นเอาดินมากลบ แต่พอไม่มีใครทำให้ แกก็ไม่ยอมออกมา นอนอยู่เช่นนั้นเป็นเวลานานหลายอาทิตย์ จนกระทั่งตายไปเลยจริงๆ ในที่สุด Fregoli Syndrome (โรคเฟรโกลี่) อันนี้ก็คล้ายๆ กับแคปกราส์เหมือนกันครับ แต่เป็นในทิศทางที่ตรงข้ามกันไปเลย คือสมองส่วนอารมณ์ความรู้สึกมันเกิดเชื่อมโยงมากไปโดยไม่เลือกหน้า แทนที่จะเห็นคนคุ้นเคยแล้วไม่รู้จัก คราวนี้เลยกลายเป็น เวลาเห็นคนแปลกหน้าหรือใครก็ตามที่เดินอยู่ตามท้องถนน ก็จะรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาไปหมด ชอบจำคนนู้นคนนี้ผิดว่าเป็นคนรู้จัก ไปที่ไหนๆ ก็จะรู้สึกเหมือนกับว่า เจอแต่ไอ้คนๆ เดียวกันนี้เนี่ย คอยปลอมตัวแอบสะกดรอยตามมา เดี๋ยวผ่านมุมนู้นก็โผล่ ลัดเข้าซอกนี้ก็ยังเจอ เจอได้ทุกที่ ตลอดทุกเวลาทุกสถานการณ์ น่ากลัวไปอีกแบบนึง (เช่นสมมติกำลังหนีเมียอยู่ พอเดินไปเจอคุณป้าขายน้ำ ก็จะ “เฮ้ย! นี่มัน เมียกูปลอมตัวมานี่หว่า” พอเดินไปอีกสองสามก้าว หันไปเจอคุณตำรวจ ก็จะ “อ้าวเฮ้ย! นี่ก็เมียกูอีกแล้ว ทำไมมันเปลี่ยนชุดเร็วจัง” อะไรทำนองนี้เป็นต้น)

Credit : คุณแทนไท ประเสริฐกุล

0.0/50votes
Voting statistics:
RatePercentageVotes
50%0
40%0
30%0
20%0
10%0
4

อาการบาดเจ็บทางสมองยอดเยี่ยม อันดับที่ 3

อันดับ 3 Face Blind (โรคตาบอดหน้า)

การมองเป็นเรื่องซับซ้อนนะครับ แต่การ ‘เห็น’ ยิ่งซับซ้อนมากขึ้นไปอีก การที่เรามองอะไรซักอย่าง แล้วกว่าจะ ‘เห็น’ และแยกแยะออกได้ว่ามันคืออะไรนั้น ต้องผ่านขั้นตอนกระบวนการภายในสมองมากมายหลายขั้น หากส่วนประมวลข้อมูลส่วนใดส่วนหนึ่งเจ๊งไป เราก็อาจจะมองเห็นบางอย่าง แต่ไม่เห็นอีกบางอย่าง อันนี้ก็เป็นได้ เอาง่ายๆ ก่อน อย่างเช่น ตาบอดสี คนบางคนสามารถบาดเจ็บที่สมอง แล้วเกิดเป็นตาบอดสีได้ ซึ่งก็คือมองเห็นภาพ แต่ไม่เห็นสี เห็นเป็นขาวดำแทน ประหลาดขึ้นมาอีกนิด บางคนเป็นโรค ตาบอดไหว (Motion Blind) คือไม่สามารถมองเห็นความเคลื่อนไหวได้ เวลามองอะไรก็จะเห็นเป็นภาพนิ่งหมด แต่ภาพนิ่งนี้จะรีเฟรชตัวเองทุกๆ 3 วินาที เหมือนเฟรมหนังที่ความถี่ต่ำมากๆ อย่างเช่นถ้าข้ามถนนอยู่ หันไปวูบแรก อาจจะเห็นเป็นภาพนิ่ง รถสิบล้ออยู่ห่างออกไป 100 เมตร พอรีเฟรชอีกที อ้าวเฮ้ย! มันมาอยู่ตรงหน้าแล้ว! อะไรแบบนี้เป็นต้น ทีนี้มาถึง โรคตาบอดหน้า ซึ่งเป็นหัวข้อหลักของเรา สมองมีส่วนที่อุทิศให้กับการวิเคราะห์แยกแยะจดจำใบหน้าต่างๆ โดยเฉพาะ หากส่วนนี้เกิดบอดขึ้นมา คนที่เป็นก็จะไม่สามารถมองออกว่าหน้าคนแต่ละคนมีความแตกต่างกันยังไง แม้กระทั่งหน้าเพื่อนสนิท หรือหน้าคนในครอบครัว หรือกระทั่งหน้าคนที่มีชื่อเสียง ก็จะไม่สามารถระบุได้เลยว่าใครเป็นใครบ้าง เรียกได้ว่าสำหรับคนที่เป็นโรคนี้ คนทุกคนในโลกล้วนหน้าตาเหมือนกันหมด แม้แต่นักร้องเกาหลีเรนกับเท่งเถิดเทิงก็ยังแยกจากกันไม่ออก เหมือนกับเวลาเราเห็นวัวยืนอยู่ด้วยกันเป็นฝูงแล้วก็รู้สึกว่าเออ ทุกตัวมันก็หน้าเหมือนๆ กันหมด อย่างไรอย่างนั้น คนเหล่านี้เวลาเจอคนรู้จัก ต้องอาศัยฟังเอาจากเสียง หรือไม่ก็ดูจากรูปร่างส่วนสูง ดูจากการแต่งตัว ดูจากสถานที่สถานการณ์เอา ถึงจะสามารถจดจำได้ว่าคนๆ นั้นเป็นใคร ผมเคยฟังรายการวิทยุรายการหนึ่ง ดีเจที่จัดเป็นนักมายากลซึ่งมีชื่อเสียงมากของอเมริกาชื่อ เพ็นน์ จิลเล็ต (Penn Jillette) เจ้าตัวบอกว่าเค้ามีอาการตาบอดหน้าแบบอ่อนๆ มาตั้งแต่กำเนิด (คือไม่ใช่แยกแยะไม่ได้เลย แต่แค่ห่วยกว่าคนธรรมดาทั่วไปเฉยๆ) แล้วก็เล่าวิถีชีวิตให้ฟังว่า เวลาลงจากเครื่องบิน เขาก็ต้องรีบเอาแม็กกาซีนออกมานั่งอ่าน ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้รอให้คนที่มารับนั้นเดินเข้ามาทักเอง เพราะตัวเขาไม่สามารถที่จะจดจำหน้าเดินเข้าไปทักใครก่อนได้.. แล้วมีอยู่คืนนึง หลังจากที่เขาแสดงมายากลเสร็จ มียายแก่ๆ คนหนึ่ง เดินเข้ามาขอลายเซ็นต์ คุณเพ็นน์ก็มองหน้าสบตากับแกแล้วก็ถามว่า “ได้เลยครับ จะให้เซ็นต์ถึงใครดีครับ?” ยายแก่คนนั้นยืนนิ่งอยู่พักนึง จากนั้นก็ถอนหายใจ แล้วตอบด้วยน้ำเสียงเซ็งๆ ว่า “เพ็นน์.. นี่แม่แกเอง”

อาการตาบอดหน้า Face Blind

คนตาบอดหน้าคนหนึ่งชื่อคุณเกล็น เป็นหนักถึงขนาดที่ว่า ต้องไว้เคราใส่หมวกเอาไว้ตลอดเวลา ไม่อย่างนั้นจะจำหน้าตัวเองไม่ได้

 รายการทีวี พาไปทดสอบคนตาบอดหน้า สนุกมาก

Credit : คุณแทนไท ประเสริฐกุล

0.0/50votes
Voting statistics:
RatePercentageVotes
50%0
40%0
30%0
20%0
10%0
2

อาการบาดเจ็บทางสมองยอดเยี่ยม อันดับที่ 4

อันดับ 4: Foreign Accent Syndrome (โรคสำเนียงต่างประเทศเฉียบพลัน)

อาการนี้จะว่าดีก็ไม่ได้ดี จะว่าร้ายก็ไม่ได้ร้ายซะทีเดียว ออกไปในทางขำๆ งี่เง่าๆ ซะมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น คุณป้าชาวเมืองนิวแคสเซิลคนหนึ่ง แกก็พูดภาษาอังกฤษสำเนียงนิวแคสเซิลของแกมาตลอดชีวิต อยู่มาวันหนึ่งเป็นลมล้มพับเข้าโรงพยาบาลไป ปรากฏว่าพอตื่นขึ้นมาอีกที สำเนียงเปลี่ยนกลายเป็นคนจาไมก้า…

ญาติๆ ตอนแรกๆ ก็เป็นห่วงสงสาร แต่ตอนหลังเริ่มฮาแตก เวลาได้ยินแกพูดทีไรเป็นอดกลั้นหัวเราะไม่ได้ ถ้าเทียบเป็นคนไทย อาจจะเทียบได้กับมาช่าหกล้มหัวฟาด เสร็จแล้วพอตื่นขึ้นมาอีกทีสำเนียงเปลี่ยนกลายเป็นทองแดงแบบคนใต้.. ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ไม่รู้จะยังสามารถร้องเพลงเล่นละครได้อยู่อีกรึเปล่านะครับ

คุณหมออธิบายบอกว่า เคสพวกนี้เกิดจากสมองส่วนเล็กๆ ที่ประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อลิ้น ปาก กล่องเสียงอะไรพวกนี้ เกิดได้รับความเสียหายขึ้นมา ทำให้เวลาพูดไม่สามารถควบคุมการออกเสียงสูงต่ำสั้นยาวได้ตามปกติ สำเนียงที่ออกมาบางทีมันก็เลยบังเอิญไปฟังดูเหมือนสำเนียงต่างประเทศเข้า

ที่เมืองนอกทีวีชอบรายงานข่าวของคนที่เป็นแบบนี้บ่อยๆ มีตั้งแต่คนอเมริกัน ซึ่งอยู่ดีๆ สำเนียงก็เปลี่ยนกลายเป็นเหมือนคนอังกฤษ ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่เคยไปอังกฤษมาก่อน ผู้หญิงอีกคนนึงไม่รู้ภาษาฝรั่งเศสแม้แต่นิด แต่พอสมองกระทบกระเทือน กลับได้สำเนียงฝรั่งเศสติดตัวมา เจ้าตัวดูเหมือนจะไม่ค่อยซีเรียสกับเรื่องที่เกิดขึ้นซักเท่าไหร่ เธอให้สัมภาษณ์บอกว่า “ในโลกเร่า ยั้งมีสิงที่แย้กว่าสำเนี่ยงฟรั่งเซส์อี๊กเหยอะ นี้ดิฉั่นเป็นแค่หนี่ก็ทือว่าโชคร์ดีม้ากแหล่ว” ผู้ชายอีกคนนึง ได้สำเนียงฝรั่งเศสมาเหมือนกัน จากนั้นอุตส่าห์บำบัดรักษาฝึกพูดใหม่จนหายแล้ว ยังมิวายโดนเพื่อนๆ ผู้หญิงทั้งหลายรุมบ่น บอกว่าคิดถึงสำเนียงฝรั่งเศสของเขา เพราะมันฟังดูเซ็กซี่กว่าสำเนียงปกติเยอะ

ทว่า ข้อเสียของโรคนี้ก็อาจจะมีเหมือนกันนะครับ ตรงที่คนไข้จำนวนไม่น้อยต่างก็รู้สึกหงุดหงิด บอกว่าสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง เสียงนี้มันไม่ใช่เสียงของเรา ทำยังไงมันก็ไม่คุ้น บ้างโดนหาว่าแกล้งทำ บ้างเวลาคุยกับแม่ค้าแถวบ้านก็จะชอบถูกถามว่ามาจากแถวนี้จริงรึเปล่า พอบอกไปก็ไม่มีใครยอมเชื่อ บางคนถึงกับกลายเป็นเรื่องโศกนาฏกรรมไปเลยก็มี อย่างเช่นสมัยสงครามโลกมีผู้หญิงชาวนอร์เวย์คนนึงที่เป็นโรคนี้ เสร็จแล้วสำเนียงของเธอดันเปลี่ยนไปเหมือนกับชาวเยอรมัน ซึ่งเป็นประเทศฝ่ายศัตรู ทำให้เธอถูกสังคมรังเกียจ แล้วก็โดนขับไล่ออกจากชุมชนไปในที่สุด

accent1

 (คลิกที่รูปเพื่อดูวิดิโอ) สัมภาษณ์ป้าอังกฤษ (Newcastle) ที่เป็นลมล้มพับไป แล้วตื่นขึ้นมาสำเนียงกลายเป็นจาไมก้า

 

0.0/50votes
Voting statistics:
RatePercentageVotes
50%0
40%0
30%0
20%0
10%0
1

อาการบาดเจ็บทางสมองยอดเยี่ยม อันดับที่ 5

อันดับ 5: อันนี้ไม่ใช่โรคนะครับ แต่เป็นปรากฏการณ์ใหม่ล่าสุด

ก่อนหน้านี้เรามักจะคิดกันว่า อาการบาดเจ็บทางสมองจะต้องนำมาแต่เรื่องร้ายๆ เท่านั้น แต่ปรากฏว่าเมื่อต้นปี 2007 ที่ผ่านมานี้เอง ทีมวิจัยของด็อกเตอร์เบคชาร่า (Antoine Bechara) ที่มหาวิทยาลัย Southern California เพิ่งจะค้นพบเป็นครั้งแรกว่า การที่สมองได้รับความกระทบกระเทือน บางทีก็สามารถก่อให้เกิดผลดีได้เหมือนกัน กลุ่มผู้ป่วยที่ด็อกเตอร์เค้าศึกษา เดิมล้วนเป็นคนที่สูบบุหรี่มาก่อนทั้งสิ้น ทว่าพอหลังจากเกิดเรื่องขึ้นกับสมอง ผลปรากฏว่ามีจำนวนไม่น้อยเลยที่สามารถเลิกบุหรี่ได้เองอย่างฉับพลันโดยอัตโนมัติ เลิกแล้วเลิกเลยเป็นปลิดทิ้ง ราวกับเป็นปาฏิหารย์ก็ว่าได้ ในบรรดาคนไข้เหล่านี้ มีชายวัยกลางคนอยู่ผู้หนึ่ง แกสูบบุหรี่มาตั้งแต่อายุ 14 และช่วงก่อนที่จะผ่าตัด แกก็สูบจัดมากถึงวันละประมาณ 40 มวน แถมยังเป็นแบบไม่มีก้นกรองซะด้วย ทีนี้พอเข้ารับการผ่าตัดสมองปุ๊บ ฟื้นมาวันรุ่งขึ้น ปรากฏว่าตั้งแต่นั้นมาแกก็ไม่เคยแตะบุหรี่อีกเลย เรียกได้ว่าเลิกได้แบบถาวรภายในวันเดียวโดยแทบจะไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆ ทั้งสิ้น ลุงแกให้สัมภาษณ์ว่า จริงๆ แล้วแกไม่ได้ตั้งใจจะเลิกด้วยซ้ำ เพียงแต่อยู่ๆ ร่างกายมันก็เหมือนกับ ลืมไปเอง… ว่าไอ้ความรู้สึกอยากยานี่มันเป็นยังไง เรื่องราวของคนไข้อื่นๆ อีก 10 กว่าคนก็เป็นทำนองเดียวกันนี้เหมือนกัน และด็อกเตอร์เบคชาร่าก็ตรวจพบว่า ทุกคนล้วนได้รับความเสียหายที่บริเวณสมองส่วนเดียวกันหมด นั่นก็คือ ส่วนที่มีชื่อว่า Insula ซึ่งตั้งอยู่ลึกลงไปนิดหน่อยตรงตำแหน่งขมับเหนือหูขึ้นมานิดนึง (ดูรูปประกอบ)

เรื่องดีเมื่อสมองถูกกระทบกระเทือน เรื่องดีเมื่อสมองถูกกระทบ

 

อินซูล่า อินซูล่า อินซูล่า! อิน ซู ล่า ล่า ล่า… (เจ้าของเดียวกับโทนาฟ! นาฟ นาฟ…) คนอยากเลิกบุหรี่ท่องเอาไว้เลยนะครับชื่อนี้ จำตำแหน่งไว้ด้วยก็ยิ่งดี เพราะถ้าเกิดเลิกไม่ได้จริงๆ จะได้เอาหัวโขกเสาให้ตรงจุด ส่วนคนที่จะเลิกนิสัยเสพติดอย่างอื่น อย่างเช่นติดเหล้า หรือติดโค้ก จะทดลองวิธีนี้ด้วยก็ได้ เพราะ อินซูล่าจริงๆ แล้ว ดูเหมือนจะรับผิดชอบเรื่องความรู้สึกอยาก ความรู้สึกติด หลายๆ อย่าง ไม่ใช่เพียงแค่บุหรี่อย่างเดียว มันเป็นสมองส่วนที่คอยเรียนรู้และจดจำความสบายของร่างกายหลังจากได้รับอะไรบางอย่าง (หรือไม่ก็ ความไม่สบายหลังจากขาดอะไรบางอย่าง) จากนั้นจะคอยส่งสัญญาณขึ้นไปกระตุ้นสมองส่วนที่อยู่เหนือขึ้นไป ที่เป็นตัวกำหนดสติความรับรู้ของคนเรา ให้เกิดความลงแดง ความอยากได้ความรู้สึกเหล่านั้นขึ้นมา เหตุนี้เอง คนที่วงจรในส่วนนี้ขาดไป ไม่มีอินซูล่าคอยกระตุ้น จึงไม่รู้สึกหงุดหงิด ไม่อยากเสพใดๆ ทั้งสิ้น มีงานวิจัยอีกตัวนึง เค้าเอาคนที่ติดบุหรี่มาแสกนสมอง ขณะที่ฉายหนังภาพคนอื่นกำลังสูบบุหรี่ให้ดู ปรากฏว่าบนจอแสกน สมองส่วนอินซูล่าจะปิ๊งปั๊งขึ้นมาทันที เป็นการระบุว่ามีเลือดไปเลี้ยงมากขึ้นกว่าปกติ แสดงว่ากำลังทำงานหนัก หมอบางคนเสนอว่า ความรู้ใหม่เรื่องนี้ต่อไปอาจจะเอาไปประยุกต์ทำยาเลิกบุหรี่ ที่เข้าไประงับการทำงานของอินซูล่าโดยตรงได้ บางคนเสนอวิธีที่แยบยลยิ่งขึ้นไปอีกว่า ไม่แน่ เราอาจจะให้คนอยากเลิกบุหรี่นั่งในเครื่องแสกนสมอง แล้วก็จ้องดูอินซูล่าของตัวเอง แล้วตั้งสมาธิเพ่งจิตพยายามกำหนดเลือดไม่ให้ไปเลี้ยงมัน ถ้าสมมติว่าทำได้ ก็จะได้จดจำเรียนรู้ความรู้สึกนั้นไว้ แล้วค่อยเอาทักษะไปใช้เวลาจะข่มใจอดบุหรี่ ในภายภาคหน้าต่อไป

insula Insula ทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างสิ่งเร้า สภาวะร่างกาย และอารมณ์ความรู้สึก ก่อให้เกิดตัณหา ความติดใจอยาก หรือติดในรสอร่อยของโลก ไม่ว่าจะมาจาก รูป รส กลิ่น เสียง - ขนาดเวลาฟังเพลง activity ที่อินซูล่าก็จะปิ๊งปั๊งขึ้นมา และคนที่อินซูล่าเจ๊งก็จะไม่สามารถรู้สึกเพลิดเพลินดื่มด่ำซาบซึ้งไปกับอารมณ์เพลงได้ (นอกจากความอยากแล้ว ตัณหาที่กลับด้านกัน คือ ‘ความไม่อยาก’ ก็เกี่ยวข้องกับการทำงานของอินซูล่าด้วย เช่นความกลัวเจ็บ ความขยะแขยง ความอับอาย ไม่กล้าสู้หน้าคน ฯลฯ)

รายงานข่าว “อินซูล่าเจ๊ง ทำให้เลิกอยากบุหรี่”

Credit : คุณแทนไท  ประเสริฐกุล

0.0/50votes
Voting statistics:
RatePercentageVotes
50%0
40%0
30%0
20%0
10%0
2

อาการบาดเจ็บทางสมองยอดเยี่ยม อันดับที่ 6

อันดับ 6: Kluver-Bucy Syndrome (โรคไม่เรื่องมาก)

ดูเหมือนว่า สมองคนเราจะมีอยู่ส่วนนึง ซึ่งทำหน้าที่คอยแยกแยะว่าอะไรกินได้กินไม่ได้ ผู้ป่วยจำนวนมากที่สมองส่วนนี้ได้รับความเสียหาย จะเกิดอาการ ‘กินดะ’ คือจะยัดทุกอย่างที่ขวางหน้าเข้าปาก ตั้งแต่กระดาษทิชชู่ ไปจนกระทั่งถึงขี้ตัวเอง ป้าคนนึงซดน้ำยาขัดรองเท้าจนหมดขวด ลุงอีกคนนึงชอบกินดินจากกระถางต้นไม้ บางคนตะลุยกินทุกอย่างจนอ้วนเอาๆ น้ำหนักขึ้น 20 กิโลในช่วงเวลาอันสั้น ญาติถึงกับต้องเอาโซ่มาล่ามตู้เย็น แล้วก็ซื้อหมากฝรั่งเป็นโหลๆ มาให้เคี้ยวกันปากว่าง นี่แค่กินดะอิจิอย่างเดียวก็น่าจะยวนพอเพียงอยู่แล้ว แต่ปรากฏว่าโรคเดียวกันนี้ ยังทำให้คนเราเลิกแยกแยะทางเพศ และเกิดอาการ ‘เอาดะ’ อีกด้วย คนไข้มักจะแก้ผ้าแก้ผ่อน ไล่ลวนลามคนแปลกหน้าโดยไม่เกี่ยงเพศ ทั้งหมอทั้งพยาบาลชายและหญิงต่างก็ต้องคอยระวัง บางคนอาจแยกแยะไม่ออกถึงขนาดพยายามมีอะไรกับวัตถุที่ไม่มีชีวิต อย่างเช่นโต๊ะหรือเครื่องถ่ายเอกสาร แม้แต่เด็กชายวัย 3 ขวบซึ่งยังไม่น่าจะรู้อิโหน่อิเหน่อะไรทั้งสิ้น พอเป็นโรคนี้ปุ๊บ ก็จะมีอาการคือ ชอบนั่งบี้ช้างน้อยของตัวเองเล่นตลอดทั้งวันไม่ยอมหยุด… แลช่างน่าอดสู และน่าเอ็นดูเป็นอย่างยิ่ง Credit : คุณแทนไท  ประเสริฐกุล
0.0/50votes
Voting statistics:
RatePercentageVotes
50%0
40%0
30%0
20%0
10%0
11

[What the!] ภาพนี้หมุนซ้ายหรือหมุนขวาเนี่ย!!?

[How to]มองดี ๆ ภาพนี้หมุนซ้ายหรือหมุนขวา ดูดีๆครับ ภาพนี้มันหมุนได้ทั้งซ้ายและขวา แล้วแต่สมองจะสั่งการ ส่วนมากคนเราจะเห็นมันหมุนขวาครับ(ตามเข็มนาฬิกา) เทคนิคก็คือมองไปข้างๆแล้วเอาหางตาดูภาพ แล้วค่อยๆคิดว่ามันหมุนไปอีกทาง หรืออีกเทคนิคก็คือมองให้เท้ามันหมุนกลับ แล้วค่อยๆมองตัวมัน แล้วมันก็จะหมุนกลับด้าน!!!

zSty!e~ credits : MDK

0.0/50votes
Voting statistics:
RatePercentageVotes
50%0
40%0
30%0
20%0
10%0
4

อาการบาดเจ็บทางสมองยอดเยี่ยม อันดับที่ 7

อันดับ 7: Category Specific Agnosia (โรคความรู้หายเป็นเรื่องๆ )

ฟังชื่อเหมือนโรคที่นักเรียนทุกคนเป็นหลังสอบเสร็จนะครับ แต่ในความเป็นจริงแล้ว นี่เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายความจำในสมอง ซึ่งดูเหมือนจะแบ่งเก็บความรู้ไว้เป็นลิ้นชักๆ ตามคอนเซ็ปต์ของแต่ละเรื่อง เวลาหายก็หายได้เป็นเรื่องๆ เหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่นความเข้าใจเรื่องเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ อาจจะแยกเก็บเอาไว้ที่นึง คนที่สมองบาดเจ็บได้รับผลกระทบเฉพาะตรงส่วนนี้ พอตื่นมา ทุกอย่างก็อาจจะปกติหมด ยกเว้นไม่สามารถแยกแยะได้ ว่าค้อนกับเลื่อยนี่มันเอาไปใช้งานต่างกันยังไง ในทำนองเดียวกัน ความรู้เกี่ยวกับสัตว์ต่างๆ ว่าชื่ออะไรบ้าง หน้าตายังไงบ้าง ก็อาจจะเก็บเอาไว้อีกลิ้นชักนึง คนที่ได้รับบาดเจ็บตรงส่วนนี้อาจจะยังแยกช้อนกับส้อม ค้อนกับเลื่อยได้ตามปกติ แต่พอถามเรื่องสัตว์ อาจจะเกิดอาการเหมือนกับลืมไป “เอ๊ะ ม้ากับหมูนี่มันต่างกันยังไงนะ?” อยู่ดีๆ ก็เกิดแยกไม่ออก เรียกไม่ถูกขึ้นมา ภาพที่เห็นด้านล่างซ้ายนี่คือ คุณหมอทดลองให้คนไข้ประเภทนี้วาดรูปเป็ดตามแบบที่ให้ดู ก็ปรากฏว่าวาดได้สวยเหมือนเป็ดดี โอเค คราวนี้เอาใหม่ ให้ดูแบบให้เรียบร้อยก่อน จากนั้นเอาแบบออกไป แล้วรอ 10 วินาที ค่อยให้วาดจากความจำ ก็ปรากฏว่าจะได้ออกมาเป็นแบบรูปตรงกลาง ซึ่งก็โอเค มีแท่งๆ ดำๆ ขยุกขยุยงอกออกมาจากตูดเป็ดนิดหน่อย แต่ก็ยังดูเป็นเป็ดอยู่ คราวนี้มาถึงรอบสุดท้าย เอาแบบออกเสร็จแล้วให้รอถึง 1 นาทีเต็มค่อยให้วาด ก็ปรากฏว่าคนไข้วาดออกมาเป็นเป็ด 4 ขาอย่างที่เห็นในรูปขวาสุด นับเป็นความผิดพลาดที่คนธรรมดาต่อให้จะพลาดยังไง ก็คงไม่สามารถพลาดถึงขนาดนั้นได้ แสดงให้เห็นว่าคอนเซ็ปต์เรื่องสัตว์ต่างๆ ในหัวของคนไข้คงเบลอไปหมดแล้วจริงๆ จนทำให้เกิดความสับสนระหว่างเป็ดกับหมาขึ้นมาได้ (ก้าบๆๆ เป็ดมันมี 4 ขา 4 ตีนเดินมา น้ำในคลองมีหอยปูปลา)

duck

video: ส่วนอันนี้เป็ด 4 ขาของจริงครับ ไม่ใช่สมองเสื่อม

Credit : คุณแทนไท ประเสริฐกุล

0.0/50votes
Voting statistics:
RatePercentageVotes
50%0
40%0
30%0
20%0
10%0
Pages:12