คุณคิดว่า โลกนี้ มีจริงรึเปล่า?
“ชีวิตไม่ใช่การค้นหาตัวตน แต่เป็นการสร้างสรรค์มันขึ้นมา”
อาการบาดเจ็บทางสมองยอดเยี่ยม อับดับที่ 1
พูดกับคนๆหนึ่งในเรื่องของเขา แล้วเขาจะฟังคุณนานนับชั่วโมง – Benjamin Disraeli
Stephen Wiltshire เอาอีกแล้ว คราวนี้วาดรูปแมนฮัตตันจากความทรงจำ!!
เราไม่สามารถสอนอะไรผู้คนได้ เพียงสิ่งเดียวที่เราทำได้คือช่วยให้เขาค้นพบตนเอง – Galileo Galilei
อาการบาดเจ็บทางสมองยอดเยี่ยม อันดับที่ 2
อันดับ 2 อันนี้เป็นทริปเปิ้ล 3 โรค ซึ่งเกี่ยวข้องกันเอง แล้วก็ต่อเนื่องมาจากโรคในอันดับที่ 3 อีกทีนึง เริ่มกันจาก Capgras Syndrome (โรคแคปกราส์) ตะกี้เราเจอคนที่มีปัญหาจำหน้าใครไม่ได้ในโรคตาบอดหน้ามาแล้วใช่มั้ยครับ ทีนี้โรคแค็พกร้าส์เนี่ย มันจะยิ่งยวนขึ้นมาอีกขั้นนึง คือคนที่เป็นจะจำหน้าคนคุ้นเคยได้ปกติหมดทุกอย่าง แต่จะไม่ยอมรับว่าคนๆ นั้นน่ะเป็นตัวจริง อย่างเช่นเจอเมียตัวเองก็จะบอกว่า ผู้หญิงคนนี้หน้าตาเหมือนเมียตูนะ แต่ไม่ใช่เมีย เป็นตัวปลอมที่แอบแฝงเข้ามา กับพ่อแม่พี่น้องญาติๆ คนอื่นๆ ก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน บางทีไปกระชากคอเสื้อแม่ตัวเองอาละวาด “บอกมาเดี๋ยวนี้นะ แกเอาแม่ตัวจริงชั้นไปซ่อนไว้ไหน!” ทั้งหมดนี้ สาเหตุเกิดจากการที่สมองคนเรา จดจำหน้าคนได้อย่างเดียวไม่พอ มันจะต้องมีลิงก์คอนเน็กชั่นเชื่อมระหว่างใบหน้า กับอารมณ์ความรู้สึกคุ้นเคยที่มีต่อหน้าใบนั้นด้วย หากคอนเน็กชั่นนี้ถูกตัดขาด อย่างเช่นในคนเป็นโรคแคปกราส์ อาการที่จะเกิดก็คือ พอเห็นหน้าปุ๊บ จะยังจดจำหน้าได้อยู่ว่าเอ้อ นี่แม่นะ นี่แฟนนะ แต่ความรู้สึกอบอุ่นไว้ใจเป็นกันเองเหมือนอย่างที่เคยเมื่อก่อน มันจะขาดหายไป มันจะเชื่อมไปไม่ถึง ทำให้รู้สึกแปลกๆ เหมือนจะใช่แต่ว่าก็ไม่ใช่ สุดท้ายสมองต้องพยายามสร้างเรื่องขึ้นมาอธิบายว่า คนเหล่านี้หน้าเหมือนก็จริง แต่จริงๆ แล้วเป็นตัวปลอม Cotard Syndrome (โรคโคทาร์ด) โรคนี้คล้ายๆ กับแคปกราส์ยกกำลัง [...]
อาการบาดเจ็บทางสมองยอดเยี่ยม อันดับที่ 3
อันดับ 3 : Face Blind (โรคตาบอดหน้า) การมองเป็นเรื่องซับซ้อนนะครับ แต่การ ‘เห็น’ ยิ่งซับซ้อนมากขึ้นไปอีก การที่เรามองอะไรซักอย่าง แล้วกว่าจะ ‘เห็น’ และแยกแยะออกได้ว่ามันคืออะไรนั้น ต้องผ่านขั้นตอนกระบวนการภายในสมองมากมายหลายขั้น หากส่วนประมวลข้อมูลส่วนใดส่วนหนึ่งเจ๊งไป เราก็อาจจะมองเห็นบางอย่าง แต่ไม่เห็นอีกบางอย่าง อันนี้ก็เป็นได้ เอาง่ายๆ ก่อน อย่างเช่น ตาบอดสี คนบางคนสามารถบาดเจ็บที่สมอง แล้วเกิดเป็นตาบอดสีได้ ซึ่งก็คือมองเห็นภาพ แต่ไม่เห็นสี เห็นเป็นขาวดำแทน ประหลาดขึ้นมาอีกนิด บางคนเป็นโรค ตาบอดไหว (Motion Blind) คือไม่สามารถมองเห็นความเคลื่อนไหวได้ เวลามองอะไรก็จะเห็นเป็นภาพนิ่งหมด แต่ภาพนิ่งนี้จะรีเฟรชตัวเองทุกๆ 3 วินาที เหมือนเฟรมหนังที่ความถี่ต่ำมากๆ อย่างเช่นถ้าข้ามถนนอยู่ หันไปวูบแรก อาจจะเห็นเป็นภาพนิ่ง รถสิบล้ออยู่ห่างออกไป 100 เมตร พอรีเฟรชอีกที อ้าวเฮ้ย! มันมาอยู่ตรงหน้าแล้ว! อะไรแบบนี้เป็นต้น ทีนี้มาถึง โรคตาบอดหน้า ซึ่งเป็นหัวข้อหลักของเรา สมองมีส่วนที่อุทิศให้กับการวิเคราะห์แยกแยะจดจำใบหน้าต่างๆ โดยเฉพาะ หากส่วนนี้เกิดบอดขึ้นมา คนที่เป็นก็จะไม่สามารถมองออกว่าหน้าคนแต่ละคนมีความแตกต่างกันยังไง [...]
อาการบาดเจ็บทางสมองยอดเยี่ยม อันดับที่ 4
อันดับ 4: Foreign Accent Syndrome (โรคสำเนียงต่างประเทศเฉียบพลัน) อาการนี้จะว่าดีก็ไม่ได้ดี จะว่าร้ายก็ไม่ได้ร้ายซะทีเดียว ออกไปในทางขำๆ งี่เง่าๆ ซะมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น คุณป้าชาวเมืองนิวแคสเซิลคนหนึ่ง แกก็พูดภาษาอังกฤษสำเนียงนิวแคสเซิลของแกมาตลอดชีวิต อยู่มาวันหนึ่งเป็นลมล้มพับเข้าโรงพยาบาลไป ปรากฏว่าพอตื่นขึ้นมาอีกที สำเนียงเปลี่ยนกลายเป็นคนจาไมก้า… ญาติๆ ตอนแรกๆ ก็เป็นห่วงสงสาร แต่ตอนหลังเริ่มฮาแตก เวลาได้ยินแกพูดทีไรเป็นอดกลั้นหัวเราะไม่ได้ ถ้าเทียบเป็นคนไทย อาจจะเทียบได้กับมาช่าหกล้มหัวฟาด เสร็จแล้วพอตื่นขึ้นมาอีกทีสำเนียงเปลี่ยนกลายเป็นทองแดงแบบคนใต้.. ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ไม่รู้จะยังสามารถร้องเพลงเล่นละครได้อยู่อีกรึเปล่านะครับ คุณหมออธิบายบอกว่า เคสพวกนี้เกิดจากสมองส่วนเล็กๆ ที่ประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อลิ้น ปาก กล่องเสียงอะไรพวกนี้ เกิดได้รับความเสียหายขึ้นมา ทำให้เวลาพูดไม่สามารถควบคุมการออกเสียงสูงต่ำสั้นยาวได้ตามปกติ สำเนียงที่ออกมาบางทีมันก็เลยบังเอิญไปฟังดูเหมือนสำเนียงต่างประเทศเข้า ที่เมืองนอกทีวีชอบรายงานข่าวของคนที่เป็นแบบนี้บ่อยๆ มีตั้งแต่คนอเมริกัน ซึ่งอยู่ดีๆ สำเนียงก็เปลี่ยนกลายเป็นเหมือนคนอังกฤษ ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่เคยไปอังกฤษมาก่อน ผู้หญิงอีกคนนึงไม่รู้ภาษาฝรั่งเศสแม้แต่นิด แต่พอสมองกระทบกระเทือน กลับได้สำเนียงฝรั่งเศสติดตัวมา เจ้าตัวดูเหมือนจะไม่ค่อยซีเรียสกับเรื่องที่เกิดขึ้นซักเท่าไหร่ เธอให้สัมภาษณ์บอกว่า “ในโลกเร่า ยั้งมีสิงที่แย้กว่าสำเนี่ยงฟรั่งเซส์อี๊กเหยอะ นี้ดิฉั่นเป็นแค่หนี่ก็ทือว่าโชคร์ดีม้ากแหล่ว” ผู้ชายอีกคนนึง ได้สำเนียงฝรั่งเศสมาเหมือนกัน จากนั้นอุตส่าห์บำบัดรักษาฝึกพูดใหม่จนหายแล้ว ยังมิวายโดนเพื่อนๆ ผู้หญิงทั้งหลายรุมบ่น บอกว่าคิดถึงสำเนียงฝรั่งเศสของเขา [...]
อาการบาดเจ็บทางสมองยอดเยี่ยม อันดับที่ 5
อันดับ 5: อันนี้ไม่ใช่โรคนะครับ แต่เป็นปรากฏการณ์ใหม่ล่าสุด ก่อนหน้านี้เรามักจะคิดกันว่า อาการบาดเจ็บทางสมองจะต้องนำมาแต่เรื่องร้ายๆ เท่านั้น แต่ปรากฏว่าเมื่อต้นปี 2007 ที่ผ่านมานี้เอง ทีมวิจัยของด็อกเตอร์เบคชาร่า (Antoine Bechara) ที่มหาวิทยาลัย Southern California เพิ่งจะค้นพบเป็นครั้งแรกว่า การที่สมองได้รับความกระทบกระเทือน บางทีก็สามารถก่อให้เกิดผลดีได้เหมือนกัน กลุ่มผู้ป่วยที่ด็อกเตอร์เค้าศึกษา เดิมล้วนเป็นคนที่สูบบุหรี่มาก่อนทั้งสิ้น ทว่าพอหลังจากเกิดเรื่องขึ้นกับสมอง ผลปรากฏว่ามีจำนวนไม่น้อยเลยที่สามารถเลิกบุหรี่ได้เองอย่างฉับพลันโดยอัตโนมัติ เลิกแล้วเลิกเลยเป็นปลิดทิ้ง ราวกับเป็นปาฏิหารย์ก็ว่าได้ ในบรรดาคนไข้เหล่านี้ มีชายวัยกลางคนอยู่ผู้หนึ่ง แกสูบบุหรี่มาตั้งแต่อายุ 14 และช่วงก่อนที่จะผ่าตัด แกก็สูบจัดมากถึงวันละประมาณ 40 มวน แถมยังเป็นแบบไม่มีก้นกรองซะด้วย ทีนี้พอเข้ารับการผ่าตัดสมองปุ๊บ ฟื้นมาวันรุ่งขึ้น ปรากฏว่าตั้งแต่นั้นมาแกก็ไม่เคยแตะบุหรี่อีกเลย เรียกได้ว่าเลิกได้แบบถาวรภายในวันเดียวโดยแทบจะไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆ ทั้งสิ้น ลุงแกให้สัมภาษณ์ว่า จริงๆ แล้วแกไม่ได้ตั้งใจจะเลิกด้วยซ้ำ เพียงแต่อยู่ๆ ร่างกายมันก็เหมือนกับ ลืมไปเอง… ว่าไอ้ความรู้สึกอยากยานี่มันเป็นยังไง เรื่องราวของคนไข้อื่นๆ อีก 10 กว่าคนก็เป็นทำนองเดียวกันนี้เหมือนกัน และด็อกเตอร์เบคชาร่าก็ตรวจพบว่า ทุกคนล้วนได้รับความเสียหายที่บริเวณสมองส่วนเดียวกันหมด นั่นก็คือ ส่วนที่มีชื่อว่า Insula [...]
อาการบาดเจ็บทางสมองยอดเยี่ยม อันดับที่ 6
อันดับ 6: Kluver-Bucy Syndrome (โรคไม่เรื่องมาก) ดูเหมือนว่า สมองคนเราจะมีอยู่ส่วนนึง ซึ่งทำหน้าที่คอยแยกแยะว่าอะไรกินได้กินไม่ได้ ผู้ป่วยจำนวนมากที่สมองส่วนนี้ได้รับความเสียหาย จะเกิดอาการ ‘กินดะ’ คือจะยัดทุกอย่างที่ขวางหน้าเข้าปาก ตั้งแต่กระดาษทิชชู่ ไปจนกระทั่งถึงขี้ตัวเอง ป้าคนนึงซดน้ำยาขัดรองเท้าจนหมดขวด ลุงอีกคนนึงชอบกินดินจากกระถางต้นไม้ บางคนตะลุยกินทุกอย่างจนอ้วนเอาๆ น้ำหนักขึ้น 20 กิโลในช่วงเวลาอันสั้น ญาติถึงกับต้องเอาโซ่มาล่ามตู้เย็น แล้วก็ซื้อหมากฝรั่งเป็นโหลๆ มาให้เคี้ยวกันปากว่าง นี่แค่กินดะอิจิอย่างเดียวก็น่าจะยวนพอเพียงอยู่แล้ว แต่ปรากฏว่าโรคเดียวกันนี้ ยังทำให้คนเราเลิกแยกแยะทางเพศ และเกิดอาการ ‘เอาดะ’ อีกด้วย คนไข้มักจะแก้ผ้าแก้ผ่อน ไล่ลวนลามคนแปลกหน้าโดยไม่เกี่ยงเพศ ทั้งหมอทั้งพยาบาลชายและหญิงต่างก็ต้องคอยระวัง บางคนอาจแยกแยะไม่ออกถึงขนาดพยายามมีอะไรกับวัตถุที่ไม่มีชีวิต อย่างเช่นโต๊ะหรือเครื่องถ่ายเอกสาร แม้แต่เด็กชายวัย 3 ขวบซึ่งยังไม่น่าจะรู้อิโหน่อิเหน่อะไรทั้งสิ้น พอเป็นโรคนี้ปุ๊บ ก็จะมีอาการคือ ชอบนั่งบี้ช้างน้อยของตัวเองเล่นตลอดทั้งวันไม่ยอมหยุด… แลช่างน่าอดสู และน่าเอ็นดูเป็นอย่างยิ่ง Credit : คุณแทนไท ประเสริฐกุล







